หลายคนมักจะเหมารวมว่าอาการปวดหัวด้านหลัง กับอาการปวดท้ายทอยคือเรื่องเดียวกันเพราะอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กันมาก แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองอาการอาจมีตำแหน่งที่ปวดและสาเหตุที่แตกต่างกัน การสังเกตลักษณะอาการอย่างละเอียด จะช่วยให้ดูแลตัวเองได้ถูกวิธี และหากจำเป็นก็สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างตรงจุดค่ะ
ปวดหัวด้านหลัง คืออะไร?
อาการปวดหัวด้านหลัง มักจะมีขอบเขตของความปวดที่กว้างกว่า โดยครอบคลุมตั้งแต่บริเวณฐานกะโหลกศีรษะไล่ขึ้นไปจนถึงกลางศีรษะด้านหลัง ลักษณะความปวดมักเป็นแบบตื้อๆ หนักๆ หรือรู้สึกบีบๆ เหมือนมีอะไรมารัดรอบศีรษะ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่พบบ่อย ได้แก่
- โรคปวดศีรษะจากความเครียด: เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อรอบศีรษะ มักสัมพันธ์กับความเครียด การทำงานหนัก หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
- ความดันโลหิตสูง: ในบางรายที่มีความดันโลหิตสูงขึ้นฉับพลัน อาจมีอาการปวดตื้อและตึงขยายขึ้นมาถึงหัวด้านหลังได้
- โรคไมเกรน: แม้ไมเกรนจะชอบปวดข้างเดียว แต่ในคนไข้บางกลุ่มก็มีอาการปวดร้าวลามมาถึงบริเวณด้านหลังศีรษะได้เช่นกัน
ปวดท้ายทอย แตกต่างอย่างไร
อาการปวดท้ายทอยจะเกิดบริเวณโคนศีรษะเหนือคอ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและกระดูกต้นคอโดยตรง เช่น ออฟฟิศซินโดรม หมอนรองกระดูกคอเสื่อม หรือการนอนผิดท่า
หลายคนจะรู้สึกปวดเมื่อหันคอ ก้ม หรือเงยศีรษะ และอาจมีอาการคอตึงหรือไหล่ตึงร่วมด้วย ซึ่งเป็นจุดสังเกตที่แตกต่างจากอาการปวดศีรษะทั่วไป
สาเหตุอาจคล้ายกัน แต่ตำแหน่งปวดไม่เหมือนกัน
แม้ปวดหัวด้านหลัง และปวดท้ายทอยจะมีสาเหตุร่วมกันได้ เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือกล้ามเนื้อตึง แต่ตำแหน่งที่เริ่มปวดมักแตกต่างกัน โดยอาการปวดหัวด้านหลังจะอยู่บริเวณศีรษะเป็นหลัก ส่วนปวดท้ายทอยจะเริ่มจากช่วงคอหรือโคนศีรษะ แล้วอาจลามขึ้นไปด้านบนได้ค่ะ
การบอกตำแหน่งที่ปวดได้อย่างชัดเจน จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยสาเหตุได้แม่นยำมากขึ้น
สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง!
ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดแบบไหน หากคุณมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว ตาพร่ามัว มีไข้สูง หรือมีอาการปวดรุนแรงฉับพลันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคอันตรายเกี่ยวกับหลอดเลือดสมองได้ค่ะ
หากอาการเกิดซ้ำบ่อย หรือเริ่มกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ควรซื้อยารับประทานเองต่อเนื่อง แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างตรงจุดค่ะ