เวลาเราเดินเข้าร้านทองเพื่อขายทองรูปพรรณ สิ่งที่หลายคนมักจะทำคือการเช็กราคาทองคำแท่งรับซื้อ จากประกาศของสมาคมค้าทองคำ แล้วคิดว่าเราจะได้เงินตามตัวเลขนั้นเป๊ะๆ แต่พอถึงเวลาจริงๆ ทำไมยอดเงินที่ได้รับกลับน้อยกว่าที่คำนวณไว้? หลายคนถึงกับตกใจและสงสัยว่าโดนกดราคาหรือเปล่า
ความเป็นจริงแล้วมีเหตุผลทางกลไกตลาดและเงื่อนไขทางกฎหมายรองรับอยู่ครับ วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจว่าทำไมการขายทองรูปพรรณ ถึงได้ราคาต่างจากทองคำแท่ง
1. กฎการหัก 5% ที่สมาคมฯ กำหนด
นี่คือสาเหตุหลักที่สำคัญที่สุดครับ ตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ การรับซื้อคืนทองรูปพรรณจะมีส่วนต่างราคาที่เรียกว่า “ค่าใช้จ่ายในการหลอม” หรือค่าเสื่อมสภาพ โดยทางร้านสามารถหักได้ไม่เกิน 5% จากราคาทองคำแท่งรับซื้อในวันนั้นๆ เพื่อเป็นค่าดำเนินการในการนำทองไปหลอมใหม่ให้กลับมาเป็นทอง 96.5% ที่บริสุทธิ์ดังเดิมนั่นเอง
2. "ค่ากำเหน็จ" ที่เราจ่ายไปตั้งแต่วันซื้อ
ต้องไม่ลืมว่าตอนเราซื้อทองรูปพรรณ เราไม่ได้จ่ายแค่ราคาทอง แต่เราจ่ายค่ากำเหน็จ หรือค่าแรงช่างทองไปด้วย ซึ่งค่าแรงส่วนนี้จะหายไปทันทีเมื่อเราเปลี่ยนสถานะจากผู้ซื้อเป็นผู้ขาย ดังนั้นราคาที่คุณขายทองรูปพรรณคืนร้าน จึงเป็นราคาเนื้อทองเพียวๆ ที่หักค่าเสื่อมแล้ว ไม่ใช่ราคาเบ็ดเสร็จรวมค่ากำเหน็จที่คุณเคยจ่ายไป
3. น้ำหนักที่หายไปจากการใช้งาน
ทองคำเป็นโลหะที่อ่อนตัวได้ง่ายครับ เมื่อเราสวมใส่เป็นเวลานาน ทองจะเกิดการสึกหรอจากการเสียดสี หรือบางครั้งอาจมีคราบแป้ง คราบเหงื่อไคลเข้าไปสะสมตามข้อต่อ เมื่อร้านทองทำการเผาเช็กเปอร์เซ็นต์ทองหรือชั่งน้ำหนักใหม่ น้ำหนักที่หายไปเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลต่อราคาได้ทันที
4. ซื้อร้านไหน ขายร้านนั้น ดีที่สุด
หากคุณนำทองไปขายคนละร้านกับที่ซื้อมา บางร้านอาจมีการหักค่าความเสี่ยงเพิ่มเติม เพราะเขาไม่ได้เป็นคนผลิตเอง จึงไม่มั่นใจในสูตรการผสมทองของร้านอื่นเท่ากับร้านตัวเอง การนำไปขายคืนให้ร้านเดิมที่ระบุอยู่บนใบรับประกัน จึงมักจะได้ราคาที่สูงและเป็นธรรมที่สุดครับ
สุดท้ายแล้วการขายทองรูปพรรณได้ราคาน้อยกว่าที่คิด ไม่ได้หมายความว่าคุณโดนเอาเปรียบเสมอไป แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างราคาและจังหวะตลาด หากเข้าใจเหตุผลเหล่านี้ คุณจะประเมินราคาได้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น และตัดสินใจขายได้อย่างสบายใจครับ